1. ทำไมผู้รับซื้อ ต้อง “หักความชื้น”?

สาเหตุหลักที่ผู้รับซื้อ ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตที่มีความชื้นสูงในราคาเต็มได้ มีเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • เราขาย “เนื้อผลผลิต” ไม่ใช่ “น้ำ”: ผลผลิตเกี่ยวสดมีความชื้นสูง (25-30%) ซึ่งน้ำหนักส่วนหนึ่งคือน้ำ
  • ผลผลิตชื้นเก็บไม่ได้: หากไม่ลดความชื้น ผลผลิตจะเกิดความร้อน เชื้อรา และเน่าเสียทันที

2. มาตรฐานความชื้นอยู่ที่เท่าไหร่?

โดยทั่วไป ความชื้นที่เหมาะสมของผลผลิตแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป เช่น ข้าวเปลือกและข้าวโพด ความชื้นที่ 13-15%

  • 15%: ราคาเต็มมาตรฐาน
  • เกิน 15%: ถูกหักน้ำหนัก
  • ต่ำกว่า 15%: (ผลผลิตแห้ง) อาจได้ราคาบวกเพิ่ม

3. วิธีคำนวณ: เงินหายไปเท่าไหร่?

สูตรมาตรฐานสากลที่นิยมใช้คือ:

“ความชื้นทุกๆ 1% ที่เกินมา จะถูกหักน้ำหนัก 1.5%“

ตัวอย่างการคำนวณจริง

สมมติขายข้าวหอมมะลิ 1 ตัน (1,000 กก.) ราคาป้าย 12,000 บาท/ตัน แต่วัดความชื้นได้ 25%

ขั้นตอนที่ 1: หาความชื้นส่วนเกิน 25% (ที่วัดได้) - 15% (มาตรฐาน) = เกินมา 10%

ขั้นตอนที่ 2: คำนวณน้ำหนักที่ถูกหัก (สูตร x1.5) 10% x 1.5 = ถูกหัก 15%
คิดเป็นน้ำหนัก: 1,000 กก. x 15% = 150 กิโลกรัม

ขั้นตอนที่ 3: สรุปยอดเงินที่จะได้รับ น้ำหนักเหลือขายจริง: 1,000 - 150 = 850 กก.
เงินที่ได้รับ: 850 x 12 บาท = 10,200 บาท

⚠️ สรุป: เงินหายไปทันที 1,800 บาท/ตัน!


4. ทำอย่างไรให้โดนหักน้อยที่สุด?

  1. เกี่ยวระยะพลับพลึง: อย่าเกี่ยวผลผลิตสดเกินไป ช่วงรวงเหลืองปลายโค้ง ความชื้นจะอยู่ประมาณ 20-24%
  2. ระบายน้ำก่อนเกี่ยว: ไขน้ำออก 7-10 วันก่อนเกี่ยว ช่วยลดความชื้นในเมล็ด
  3. ตากผลผลิตเอง: หากมีลานตาก การลดความชื้นเหลือ 15% เอง จะทำให้ได้ราคาเต็ม