· agri-knowledge  · 2 min read

เจาะลึก: หยุด 'ความสูญเสียแฝง' เพิ่มกำไรให้เกษตรกร

เกษตรกรหลายท่านอาจเคยสงสัยว่า ** ทำไมผลผลิตที่ได้ถึงน้ำหนักเบากว่าที่คาดไว้ ทั้งที่ฝักดูเต็มเม็ดดี?เรียนรู้เทคนิคการหาช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดน้ำหนักที่หายไปโดยไม่รู้ตัว และใช้ค่าเอนไซม์บ่งบอกความสุกแก่ที่แท้จริง

เกษตรกรหลายท่านอาจเคยสงสัยว่า ** ทำไมผลผลิตที่ได้ถึงน้ำหนักเบากว่าที่คาดไว้ ทั้งที่ฝักดูเต็มเม็ดดี?เรียนรู้เทคนิคการหาช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดน้ำหนักที่หายไปโดยไม่รู้ตัว และใช้ค่าเอนไซม์บ่งบอกความสุกแก่ที่แท้จริง

เจาะลึก: หยุด ‘ความสูญเสียแฝง’ เพิ่มกำไรให้เกษตรกร อย่างไร

เก็บเกี่ยวข้าวเปลือก ข้าวโพด และถั่วเหลือง ตอนไหนดีที่สุด?

เกษตรกรหลายท่านอาจเคยสงสัยว่า “ทำไมผลผลิตที่ได้ถึงน้ำหนักเบากว่าที่คาดไว้ ทั้งที่ฝักรวงดูเต็มเม็ดดี?”

คำตอบอาจอยู่ที่ “จังหวะเวลาในการเก็บเกี่ยว” ครับ งานวิจัยใหม่ล่าสุดได้เปิดเผยว่า การปล่อยพืชไร่อย่างข้าวเปลือก ข้าวโพดและถั่วเหลืองทิ้งไว้ในแปลงนานเกินไป ไม่ได้ทำให้แห้งและดีเสมอไป แต่กลับทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความสูญเสียแฝง” (Latent Loss) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่กระทบกับเงินในกระเป๋าอย่างจัง

บทความนี้จะสรุปความรู้จากงานวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การจัดการการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุดโดยอิงจากความสูญเสียแฝงและกิจกรรมของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ” เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรนำไปปรับใช้ได้จริงครับ

1. “ความสูญเสียแฝง” (Latent Loss) คืออะไร?

เรามักเข้าใจว่า ยิ่งปล่อยพืชไว้ในไร่นาน ความชื้นยิ่งลด ราคาขายยิ่งดี แต่ความจริงมีอีกด้านครับ

ความสูญเสียแฝง คือ ปรากฏการณ์ที่น้ำหนักแห้ง (Dry matter) ของเมล็ดพืชสะสมสูงสุดที่จุดหนึ่ง แต่หลังจากนั้นน้ำหนักจะ “ลดลง” หากเราเก็บเกี่ยวช้าเกินไป

  • ทำไมถึงลด? เพราะพืชยังมีการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ภายในเมล็ด หรือเกิดการร่วงหล่นทางกายภาพ ทำให้เนื้อสารอาหารหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
  • หายไปเท่าไหร่? งานวิจัยพบว่าหากเก็บเกี่ยวช้าเกินไป:
    • ข้าวโพด: น้ำหนักอาจหายไปได้สูงสุดถึง 12.10%
    • ถั่วเหลือง: น้ำหนักอาจหายไปได้สูงสุดถึง 5.57%
    • ข้าวเปลือก: น้ำหนักอาจหายไปได้สูงสุดถึง 3.53%

ข้อคิด: ลองจินตนาการว่าถ้าเรามีข้าวโพด 1 ตัน หากเก็บช้าไป น้ำหนักอาจหายไปฟรีๆ ถึง 120 กิโลกรัม นี่คือกำไรที่หายไปในอากาศครับ

สรุปหลักการรวม: การเก็บเกี่ยวที่ “ช้าเกินไป” ไม่ได้ช่วยให้แค่เมล็ดแห้งลง แต่ทำให้ “น้ำหนักเนื้อ” หายไปจริง ดังนั้นควรรีบเก็บเกี่ยวเมื่อความชื้นถึงเกณฑ์มาตรฐานทันที อย่าทิ้งไว้นานกว่านั้น

2. ร่างกายพืชบอกอะไรเราได้บ้าง? (เรื่องของเอนไซม์)

นักวิจัยไม่ได้ดูแค่น้ำหนัก แต่ยังเจาะลึกไปถึงสุขภาพภายในของพืช โดยดูค่า เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Enzymes) เช่น SOD, POD, และ CAT

  • เอนไซม์พวกนี้คืออะไร? เปรียบเสมือน “ภูมิคุ้มกัน” ของพืชครับ มันจะทำงานหนักเมื่อพืชมีความเครียดหรือกำลังเติบโตเต็มที่
  • สัญญาณบอกเวลา: งานวิจัยพบว่าค่าเอนไซม์เหล่านี้จะ “เพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด” เมื่อเมล็ดสุกแก่เต็มที่ และจะ “ค่อยๆ ลดลง” เมื่อพืชเริ่มเข้าสู่ระยะเสื่อมสภาพ
  • จุดสังเกต: ช่วงที่เอนไซม์เริ่มลดลง มักจะเป็นช่วงเดียวกับที่น้ำหนักแห้งของเมล็ดเริ่มคงที่หรือลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า “ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”

3. ถ้าเก็บเกี่ยวไม่ทัน จะเสียหายแค่ไหน?

📉 ความเสียหายหากเก็บข้าวเปลือก ล่าช้า

  • การทดลองปี 2019: ในข้าว 3 สายพันธุ์ พบว่าการเก็บเกี่ยวล่าช้าทำให้น้ำหนักหายไปประมาณ 3.47% [5]
  • การทดลองปี 2020: ในข้าว 18 สายพันธุ์ พบการสูญเสียสูงสุดที่ 3.53% [5]
  • ข้อมูลแปลงใหญ่: หากปล่อยให้เลยเวลาเก็บเกี่ยวไปนาน (ช่วง 55-75 วันหลังออกรวง) อาจสูญเสียน้ำหนักได้สูงถึง 7.16%

ข้าวโพด (Maize)

มีความเสี่ยงสูญเสียน้ำหนักสูงมากหากทิ้งไว้นาน

  • ความเสียหายสูงสุด: น้ำหนักเนื้อในหายไปได้ถึง 12.10% - 17.29% (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์)

ถั่วเหลือง (Soybean)

มีความทนทานมากกว่าข้าวโพด แต่ก็ยังมีความสูญเสียหากเก็บช้า

  • ความเสียหายสูงสุด: น้ำหนักหายไปประมาณ 2.56% - 5.57%

4. สรุปและคำแนะนำสำหรับเกษตรกร

เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดและไม่เสียน้ำหนักไปฟรีๆ:

  1. อย่ารอนานเกินไป: เมื่อเมล็ดสุกแก่เต็มที่ (Physiological Maturity) น้ำหนักจะสูงสุด หากปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งคาต้นนานเกินไป น้ำหนักเนื้อในจะเริ่มหายไป (Latent Loss)
  2. รู้จักสายพันธุ์ที่ปลูก: พืชแต่ละพันธุ์มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวไม่เหมือนกัน บางพันธุ์น้ำหนักลดฮวบหากเก็บช้า บางพันธุ์ค่อยๆ ลด
  3. สังเกตสภาพอากาศ: งานวิจัยย้ำว่า วันที่เก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในปีนั้นๆ ด้วย ไม่สามารถยึดตามปฏิทินเป๊ะๆ ได้เสมอไป

🚜 คำแนะนำช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว

จากงานวิจัยที่อ้างอิง เกษตรกรควรพิจารณาเกณฑ์ดังนี้:

  1. ความชื้น: ควรเก็บเกี่ยวเมื่อความชื้นเมล็ดอยู่ที่ประมาณ 21.0% ซึ่งเป็นจุดที่สมดุลที่สุดระหว่างน้ำหนักและคุณภาพการสี
  2. ระยะเวลา: ให้สังเกต “วันหลังออกรวง” (Days after heading) เป็นหลัก โดยต้องระวังช่วงวิกฤตที่น้ำหนักจะลดลงอย่างมากหากพ้นระยะ 55-75 วันหลังออกรวงไปแล้ว (ตัวเลขนี้อาจแตกต่างตามพันธุ์ข้าวไทย ควรปรึกษาศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวในพื้นที่)

💡 เกร็ดความรู้: หากท่านสามารถจัดการระบบการเก็บเกี่ยวแบบ “แม่นยำ” (Precision Harvest) ได้ ท่านจะสามารถรักษาผลผลิตที่ควรจะเป็นของท่านไว้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ปล่อยให้เงินละลายหายไปในไร่ครับ


แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก:

  • Wang, Y., et al. (2025). Optimized Harvest Management Strategy Based on Latent Loss and Antioxidant Enzyme Activity. Foods, 14(7), 1197. MDPI.
  • ข้อมูลข้าวอ้างอิงจากงานวิจัยพื้นฐานของทีมวิจัยเดียวกัน (Cited in Ref 14-16 of the main paper).

อ้างอิงข้อมูลจาก: Wang, Y., et al. (2025). Optimized Harvest Management Strategy Based on Latent Loss and Antioxidant Enzyme Activity. Foods, 14(7), 1197.

Back to Blog

Related Posts

View All Posts »
ไขข้อข้องใจ! ทำไมต้องหักราคา ตามความชื้น?

ไขข้อข้องใจ! ทำไมต้องหักราคา ตามความชื้น?

ทำไมราคาหน้าป้ายกับเงินที่ได้จริงไม่เท่ากัน? ความชื้นมีผลอย่างไรกับราคาซื้อขายผลผลิต มาดูวิธีคำนวณส่วนต่างความชื้นและวิธีช่วยให้เกษตรกรโดนหักเงินน้อยที่สุด

ความชื้นของเมล็ดคืออะไร?

ความชื้นของเมล็ดคืออะไร?

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยว มาเรียนรู้นิยามและการคำนวณหาความชื้นที่ถูกต้อง