· paddy-rice  · 1 min read

เทคนิคการจัดการข้าวตั้งแต่ 'เก็บเกี่ยว' จนถึง 'โรงสี': ทำอย่างไรให้ได้ข้าวเต็มเมล็ดและราคาดี

เจาะลึกความลับของความชื้นที่ส่งผลต่อราคาข้าว และเทคนิคการเก็บเกี่ยวที่เกษตรกรมืออาชีพต้องรู้ เพื่อลดข้าวหักและเพิ่มต้นข้าว

เจาะลึกความลับของความชื้นที่ส่งผลต่อราคาข้าว และเทคนิคการเก็บเกี่ยวที่เกษตรกรมืออาชีพต้องรู้ เพื่อลดข้าวหักและเพิ่มต้นข้าว

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปัญหาสำคัญที่มักพบคือ ข้าวเปลือกมีความชื้นไม่เหมาะสม เมล็ดแตกร้าว หรือเกิดข้าวเมล็ดเหลือง ซึ่งส่งผลให้ถูกตัดราคาและเสียโอกาสทางการค้า บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลวิชาการเพื่อเป็นคู่มือในการจัดการข้าวตั้งแต่ในนาจนถึงกระบวนการสี เพื่อให้ได้ข้าวสารที่มีคุณภาพสูงสุดครับ

1. นาทีทองของการเก็บเกี่ยว (Harvesting Timing)

การกำหนดเวลาเก็บเกี่ยวที่แม่นยำคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพข้าว หากเก็บเร็วหรือช้าเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้:

  • ระยะเวลาที่เหมาะสม: ควรเก็บเกี่ยวหลังจากข้าวออกดอกแล้ว 80% ต่อไปอีกประมาณ 30-35 วัน
  • สังเกตรวงข้าว: รวงข้าวจะโน้มลง เมล็ดในรวงมีสีฟางหรือสีเหลือง (โคนรวงอาจเขียวเล็กน้อย) ความชื้นในเมล็ดช่วงนี้จะอยู่ที่ประมาณ 22-26% ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด

ทำไมต้องเป๊ะ?

  • เก็บเกี่ยวช้าเกินไป: เมล็ดข้าวจะตากแดดตากน้ำค้างจนเกิดรอยร้าวภายใน เมื่อนำไปสีจะได้ข้าวหักมาก และได้ต้นข้าว (ข้าวเต็มเมล็ด) น้อย
  • เก็บเกี่ยวเร็วเกินไป: เมล็ดข้าวยังสร้างเนื้อไม่สมบูรณ์ มีเมล็ดเขียวและลีบเยอะ เมื่อนำไปสีจะปนไปกับแกลบหรือรำ ทำให้ได้ปริมาณข้าวน้อยลง

2. การลดความชื้น: หัวใจสำคัญของการรักษาคุณภาพ

หลังจากเก็บเกี่ยว ข้าวเปลือกจะมีความชื้นสูง หากกองทิ้งไว้จะเกิดความร้อนสะสม ทำให้เกิด “ข้าวเมล็ดเหลือง” ข้าวเน่า หรือเชื้อรา ซึ่งทำให้คุณภาพการสีต่ำลงอย่างมาก

เป้าหมายการลดความชื้น:

  • หากต้องการเก็บรักษา 2-3 เดือน: ควรลดความชื้นให้เหลือ 14%
  • หากต้องการเก็บรักษา นานกว่า 3 เดือน: ควรลดความชื้นให้ต่ำกว่า 12% เพื่อป้องกันแมลงและเชื้อรา

ข้อควรระวัง: การตากแดดตามธรรมชาติ (ลานตาก) ประหยัดค่าใช้จ่ายแต่อาจมีการสูญเสียจากนก หนู และควบคุมความชื้นยาก ส่วนการใช้เครื่องอบลมร้อนจะควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า

3. ความลับของโรงสี: ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับข้าวแต่ละสายพันธุ์

เกษตรกรและโรงสีมักเข้าใจว่าต้องอบข้าวให้แห้งที่สุดถึงจะดี แต่จากงานวิจัยพบว่า “ข้าวแต่ละพันธุ์ต้องการความชื้นในการสีไม่เท่ากัน” เพื่อให้ได้เมล็ดสวย สมบูรณ์ และไม่แตกหัก ดังนี้:

ข้าวพันธุ์ กข 49 (RD 49)

  • ความชื้นที่เหมาะสมในการสี: 14 – 15%
  • ผลลัพธ์: ที่ความชื้นระดับนี้ จะได้เมล็ดสมบูรณ์ประมาณ 30% และมีเมล็ดแตกหักน้อยที่สุดเพียง 23% ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวที่เหมาะกับการสีที่ความชื้นค่อนข้างสูงนี้

ข้าวพันธุ์ กข 41 (RD 41)

  • ความชื้นที่เหมาะสมในการสี: 12 – 13%
  • ผลลัพธ์: จะได้เมล็ดสมบูรณ์สูงสุด (ประมาณ 34%) แต่โดยธรรมชาติพันธุ์นี้แตกหักง่าย แม้ในความชื้นที่เหมาะสมก็ยังพบการแตกหักประมาณ 40%

ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 (Phitsanulok 2)

  • ความชื้นที่เหมาะสมในการสี: 12 – 13%
  • ผลลัพธ์: จะได้เมล็ดสมบูรณ์สูงสุด (ประมาณ 34%) และการแตกหักต่ำ (24%) พันธุ์นี้มีความอ่อนไหวสูงมาก หากความชื้นสูงหรือต่ำกว่าช่วงนี้เพียงเล็กน้อย คุณภาพจะลดลงอย่างชัดเจน

⚠️ ข้อควรระวังในการสีข้าว:

  • ห้ามสีข้าวที่ความชื้น 16-17%: ข้าวจะมีความอ่อนตัวและอาจถูกแมลงทำลายมาก่อนหน้า ทำให้ได้ข้าวหักมากกว่าข้าวเต็มเมล็ดในทุกสายพันธุ์
  • ห้ามสีข้าวที่ความชื้น 10-11%: ข้าวจะแห้งและเปราะเกินไป ทำให้เกิดการแตกหักสูงมากในทุกสายพันธุ์เช่นกัน

4. การเก็บรักษาและศัตรูในโรงเก็บ

หากจำเป็นต้องเก็บข้าวเปลือกไว้รอราคาหรือรอสี ต้องระวังศัตรูตัวฉกาจ คือ มอดหัวป้อม และ ผีเสื้อข้าวเปลือก

  • สภาพโรงเก็บ: แมลงศัตรูโรงเก็บเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 21–35 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 65–80% ดังนั้นหากควบคุมโรงเก็บให้แห้งและเย็นได้ จะช่วยลดความเสียหาย
  • แมลงศัตรูพืช: มอดหัวป้อมและด้วงงวงสามารถเจาะเมล็ดข้าวได้ ทำให้ข้าวเป็นรูและน้ำหนักหายไป การรมยาอย่างถูกวิธีหรือการใช้ความเย็น/ความร้อนตามมาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็น

บทสรุป

เพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด เกษตรกรควรเริ่มจากการเก็บเกี่ยวในระยะพลับพลึง (30-35 วันหลังออกดอก) และรีบลดความชื้นเพื่อป้องกันข้าวเหลือง แต่เมื่อถึงขั้นตอนการนำไปสีแปรสภาพ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรื่อง “ความชื้นเฉพาะสายพันธุ์” (กข 49 ชอบ 14-15% ส่วน กข 41/พิษณุโลก 2 ชอบ 12-13%) จะช่วยเปลี่ยนข้าวเปลือกธรรมดาให้กลายเป็นข้าวสารคุณภาพสูง เต็มเมล็ด และขายได้ราคาดีครับ


เอกสารอ้างอิง

Back to Blog

Related Posts

View All Posts »
เจาะลึก: หยุด 'ความสูญเสียแฝง' เพิ่มกำไรให้เกษตรกร

เจาะลึก: หยุด 'ความสูญเสียแฝง' เพิ่มกำไรให้เกษตรกร

เกษตรกรหลายท่านอาจเคยสงสัยว่า ** ทำไมผลผลิตที่ได้ถึงน้ำหนักเบากว่าที่คาดไว้ ทั้งที่ฝักดูเต็มเม็ดดี?เรียนรู้เทคนิคการหาช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดน้ำหนักที่หายไปโดยไม่รู้ตัว และใช้ค่าเอนไซม์บ่งบอกความสุกแก่ที่แท้จริง

ความชื้นที่เหมาะสมในการซื้อขายเมล็ดข้าวโพดอาหารสัตว์

ความชื้นที่เหมาะสมในการซื้อขายเมล็ดข้าวโพดอาหารสัตว์

ความชื้นที่เหมาะสมของเมล็ดข้าวโพดอาหารสัตว์ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวไปจนถึงการเก็บรักษา ควรอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อที่จะรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของข้าวโพดอาหารสัตว์สูงสุดป้องกันการเกิดสารพิษ เช่น อะฟลาทอกซิน

สรุป กฏหมายควบคุมเครื่องวัดความชื้นข้าวและข้าวโพด!!แบบเข้าใจง่าย

สรุป กฏหมายควบคุมเครื่องวัดความชื้นข้าวและข้าวโพด!!แบบเข้าใจง่าย

สรุป ข้อกำหนดชนิดและลักษณะของเครื่องวัดความชื้น ข้าวเปลือก ข้าวโพด รายละเอียดของวัสดุที่ใช้ผลิต อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด และอายุคำรับรอง